หลังผ่าตัดแล้ว ต้องเช็กอะไรบ้าง? - MyLuck Nursing Home

หลังผ่าตัดสำคัญอย่างไร
หลังการผ่าตัดในผู้สูงอายุ การฟื้นตัวของร่างกายมักจะเป็นไปอย่างช้ากว่าคนอายุน้อย ผู้สูงอายุบางรายอาจรู้สึกกลัว วิตกกังวล หรือซึมเศร้าเนื่องจากความเจ็บปวดหรือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปหลังผ่าตัด ญาติและผู้ดูแลควรอยู่เคียงข้างเพื่อคอยให้กำลังใจและรับฟัง
การหมั่นตรวจดูอาการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและช่วยให้ผู้สูงอายุฟื้นตัวกลับมาแข็งแรงโดยเร็ว
บทความนี้จะให้คำแนะนำว่าหลังผ่าตัดแล้ว... ต้องเช็กอะไรบ้าง ทั้งอาการทั่วไปที่ควรสังเกต สัญญาณเตือนในผู้สูงอายุที่ไม่ควรมองข้าม ตลอดจนการป้องกันอุบัติเหตุและการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังผ่าตัด เพื่อให้คุณตาคุณยายหรือญาติผู้ใหญ่ของเราได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นและปลอดภัย
การตรวจเช็กอาการหลังผ่าตัดผู้สูงอายุ
ในช่วงพักฟื้นหลังผ่าตัด ผู้ดูแลควรตรวจสอบอาการและความเปลี่ยนแปลงของผู้สูงอายุทุกวันอย่างสม่ำเสมอ การเช็กอาการอย่างครอบคลุมจะช่วยให้เราทันสังเกตความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ สิ่งที่ควรตรวจเช็ก มีดังนี้:
- สัญญาณชีพ: วัดไข้ (อุณหภูมิร่างกาย) ชีพจร ความดันโลหิต และการหายใจ หากผู้สูงอายุมีไข้สูงหรือชีพจร/ความดันเปลี่ยนแปลงผิดปกติ อาจบ่งบอกถึงปัญหาอย่าง ภาวะติดเชื้อ หรือ เสียเลือด ได้
- ระดับความรู้สึกตัว: สังเกตความรู้สึกตัวและอารมณ์ของผู้สูงอายุว่าแจ่มใสดีหรือซึมลงผิดปกติ บางครั้งผลของยาชาหรือยาแก้ปวดอาจทำให้ผู้สูงอายุง่วงซึมหรือมึนงงได้ แต่หากเรียกไม่ค่อยตอบสนองหรือซึมมากกว่าปกติ ควรระวังภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
- แผลผ่าตัด: ตรวจดูแผลว่ามีเลือดซึม แผลบวมแดง หรือมีของเหลวผิดปกติซึมออกมาหรือไม่ แผลผ่าตัดควรแห้งดี ไม่มีอาการบวมอักเสบ และผ้าปิดแผลสะอาดดี หากแพทย์ให้สายระบาย (drain) มาควรตรวจดูปริมาณและลักษณะของของเหลวที่ระบายออกมาด้วย
- อาการปวด: ประเมินความปวดของผู้สูงอายุว่าควบคุมได้ดีหรือไม่ ถ้าผู้สูงอายุปวดแผลมากควรให้ยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่งและช่วยจัดท่าทางให้นอนหรือนั่งในท่าที่สบายขึ้น ความเจ็บปวดที่รุนแรงเกินไป อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลมีเลือดออกภายใน เป็นต้น
- การขับถ่าย: สังเกตปริมาณและลักษณะของปัสสาวะว่าปกติดีหรือไม่ ผู้สูงอายุหลังผ่าตัดบางรายอาจปัสสาวะได้น้อยลงหรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ช่วงแรกควรจดบันทึกจำนวนครั้งของการปัสสาวะในแต่ละวัน และสังเกตสีหรือกลิ่นผิดปกติของปัสสาวะ (เช่น สีเข้มหรือขุ่น มีกลิ่นแรง ซึ่งอาจบ่งบอกการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ) นอกจากนี้ควรสอบถามเรื่องการขับถ่ายอุจจาระว่าท้องผูกหรือไม่ เพราะยาบางชนิดและการนอนพักนาน ๆ อาจทำให้เกิดอาการท้องผูกหรือท้องอืดได้
- อาการผิดปกติอื่น ๆ: ตรวจดูอาการทั่วไปของผู้สูงอายุ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ หรือเบื่ออาหาร ซึ่งอาจเกิดจากผลของยาหลังการผ่าตัดหรือการฟื้นตัวของร่างกายที่ยังไม่เต็มที่ หากผู้สูงอายุมึนงงคล้ายจะเป็นลมหรือมีอาการคลื่นไส้ ควรให้หยุดพักและอยู่ในท่าที่ปลอดภัย (เช่น นอนตะแคง) เพื่อป้องกันการสำลัก แล้วจึงปรึกษาแพทย์หากอาการไม่ดีขึ้น
(ในขั้นตอนนี้ ผู้ดูแลอาจทำรายการตรวจเช็กเป็นเหมือนเช็กลิสต์ประจำวัน เพื่อไม่ให้หลงลืมสิ่งสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุหลังผ่าตัด)
สัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อนที่ไม่ควรมองข้าม
ผู้สูงอายุมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้มากกว่าคนหนุ่มสาว การเฝ้าระวังสัญญาณเตือนบางอย่างจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก หากพบอาการต่อไปนี้ไม่ควรมองข้าม และควรติดต่อแพทย์ทันที:
- ไข้สูง: มีไข้สูงเกิน 38°C หนาวสั่น หรือชีพจรเต้นเร็วร่วมด้วย ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อหลังผ่าตัด
- แผลบวมแดงหรือมีหนอง: บริเวณแผลผ่าตัดบวม แดง ร้อน หรือมีหนองไหลออกมา โดยเฉพาะหากมีไข้ร่วมด้วย เป็นสัญญาณของแผลติดเชื้อที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว
- เลือดออกผิดปกติที่แผล: มีเลือดสดซึมออกจากแผลปริมาณมากไม่ยอมหยุด หรือแผลปริแตก (แผลแยก) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบพบแพทย์
- ปวดรุนแรงผิดปกติ: อาการปวดแผลที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ทุเลาหลังได้รับยา หรือมีอาการปวดรุนแรงเกิดขึ้นใหม่ในบริเวณอื่น เช่น ปวดขาบวมแดงที่น่องหรือขา (อาจบ่งชี้ถึงภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำลึก) หรือ เจ็บหน้าอก หอบเหนื่อยเฉียบพลัน (อาจเป็นสัญญาณลิ่มเลือดอุดตันที่ปอดหรือปอดอักเสบ)
- หายใจลำบาก: หอบเหนื่อย หายใจเร็ว หายใจตื้น หรือมีอาการเขียวที่ปลายมือปลายเท้า ซึ่งอาจเกิดจากภาวะปอดติดเชื้อ ปอดแฟบ (ปอดล้ม) หรือมีลิ่มเลือดอุดตันในปอด ควรรีบแจ้งแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
- ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะแสบขัด: หากผู้สูงอายุไม่ถ่ายปัสสาวะเลยนานเกิน 6–8 ชั่วโมง (ในกรณีไม่ได้ใส่สายสวนปัสสาวะ) หรือถ่ายได้น้อยมาก มีอาการปัสสาวะขัดหรือมีเลือดปน อาจเกิดภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่หรือติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ควรปรึกษาแพทย์
- ท้องอืด อาเจียนรุนแรง: อาการท้องอืดแน่นท้องร่วมกับอาเจียนมาก รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้เลย และไม่มีการผายลมหรือถ่ายอุจจาระ อาจบ่งบอกถึงภาวะลำไส้อุดตันหรือลำไส้เคลื่อนไหวน้อยผิดปกติหลังผ่าตัด ซึ่งต้องได้รับการรักษาโดยด่วน
- สับสนเฉียบพลันหรือซึมผิดปกติ: ผู้สูงอายุอาจเกิดภาวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) หลังการผ่าตัด มีอาการพูดจาสับสน จำคนใกล้ตัวไม่ได้ หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อาการนี้อาจเกิดจากผลข้างเคียงของยา ความเจ็บปวด หรือติดเชื้อที่ซ่อนอยู่ อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หากพบควรแจ้งแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม
(เพื่อความปลอดภัย ผู้ดูแลควรจดChecklistรายการสัญญาณเตือนเหล่านี้ติดไว้ และตรวจเช็กผู้สูงอายุทุกวันว่าไม่มีอาการเหล่านี้เกิดขึ้น หากพบจะได้รีบจัดการแต่เนิ่น ๆ)
การป้องกันอุบัติเหตุและการดูแลความปลอดภัย
- การป้องกันผู้สูงอายุหกล้มและอุบัติเหตุหลังผ่าตัด
- จัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย เช่น
- เก็บของใช้ให้เป็นระเบียบ ไม่วางเกะกะทางเดิน
- ปรับแสงสว่างให้เพียงพอทั้งกลางวันและกลางคืน
- พื้นห้องน้ำควรแห้ง มีแผ่นกันลื่น
- ติดตั้งราวจับบริเวณห้องน้ำและทางเดิน
- ให้ผู้สูงอายุสวมรองเท้าพื้นนุ่มกันลื่น ทุกครั้งที่ลุกเดิน เพื่อป้องกันการลื่นล้ม
- มีผู้ดูแลช่วยพยุงขณะเดินในช่วงแรก โดยเฉพาะเมื่อผู้สูงอายุเริ่มเคลื่อนไหวหลังผ่าตัด
- ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เช่น ไม้เท้าหรือรถเข็น หากเดินเองยังไม่มั่นคง
- ฝึกเดินวันละนิด แต่บ่อยครั้ง เพื่อเสริมกำลังขาและการทรงตัว
- หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ หากจำเป็นต้องใช้ ควรมีผู้ช่วยหรือจับราวบันไดเสมอ
- การดูแลผู้สูงอายุที่ยังต้องนอนพักบนเตียง
- พลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการกดทับที่ผิวหนังและแผลกดทับ
- จัดท่านอนให้เหมาะสม:
- สลับนอนหงาย-ตะแคงซ้าย-ตะแคงขวา
- ใช้หมอนหรือวัสดุรองบริเวณปุ่มกระดูก เช่น ส้นเท้า ข้อศอก สะโพก
- นวดเบา ๆ ที่แขนและขา เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
- การป้องกันลิ่มเลือดอุดตันและปอดแฟบ
- ฝึกขยับข้อเท้าและนิ้วเท้าเบา ๆ บนเตียง เช่น
- กระดกข้อเท้าขึ้น-ลง
- หมุนข้อเท้าเข้า-ออก
- ทำซ้ำหลายรอบในแต่ละวัน
- ให้นั่งบนเตียงเป็นระยะ ๆ หากทำได้ เพื่อช่วยขยายปอดและป้องกันปอดแฟบ/ปอดอักเสบจากการนอนนานเกินไป
การฟื้นฟูสมรรถภาพและการกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน
แม้ผู้สูงอายุจะต้องพักฟื้นหลังผ่าตัด แต่การเริ่มกายภาพบำบัดและการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสมตั้งแต่ช่วงแรกจะช่วยให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเสริมคุณภาพชีวิต ทีมแพทย์มักจัดแผนฟื้นฟูรายบุคคล เช่น ตารางการกายภาพบำบัด การฝึกเดิน หรือบริหารข้อ โดยมีเป้าหมายให้ผู้สูงวัยสามารถกลับมาทำกิจวัตรพื้นฐานได้เอง เช่น ลุกนั่ง แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ และแต่งตัว
ช่วงแรกควรเน้นกิจกรรมฟื้นฟูผู้สูงวัยที่ช่วยการทรงตัว เช่น การลุกนั่ง ฝึกเดินด้วยอุปกรณ์ช่วย และค่อย ๆ เพิ่มระดับเมื่ออาการดีขึ้น พร้อมกันนี้ควรดูแลด้านจิตใจ เช่น พูดคุย ให้กำลังใจ และจัดตารางกิจกรรมศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่หลากหลาย เช่น สันทนาการเบา ๆ การฝึกสมาธิ หรือการพบปะเพื่อนร่วมรุ่น เพื่อส่งเสริมสุขภาพทั้งกายและใจ
หากครอบครัวต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยดูแล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุหลังผ่าตัดอย่าง MyLuck Nursing Home พร้อมให้บริการฟื้นฟูโดยทีมสหวิชาชีพ โปรแกรมกายภาพเฉพาะบุคคล และกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแบบครบวงจร เพื่อให้ผู้สูงวัยของคุณกลับมาแข็งแรง ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและปลอดภัยอีกครั้ง
บทความที่คุณอาจสนใจ

5 เมนูขนมไทยนุ่มๆ หวานน้อย ชวนผู้สูงอายุทำเอง เป็นงานอดิเรกในบ้าน

อันตราย! โรคปอดบวมในผู้สูงอายุ รู้ทันโรคก่อนสายเกินไป

ภาวะกลืนลำบากในผู้สูงอายุ วิธีปรับอาหารและการดูแลเพื่อลดความเสี่ยงสำลัก

ตากระตุกไม่ใช่เรื่องของโชคลาง แต่อาจเป็นโรคร้ายที่คุณคาดไม่ถึง

อาหารบำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ ความจำดีเริ่มต้นจากการทาน
